| พาเด็กขึ้นรถ...แค่เข็มขัดนิรภัยไม่พอ |
|
พาเด็กขึ้นรถ...แค่เข็มขัดนิรภัยไม่พอ |
วันที่ 17 พฤษภาคม 2550 http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=127469&NewsType=1&Template=1
องค์การอนามัยโลกระบุว่า อุบัติเหตุเป็นสาเหตุหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับ 2 ของโลก ทั้งอุบัติเหตุที่เกิดจากคนขับรถ คนเดินถนน ได้มีการวิเคราะห์ความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนนในแต่ละประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศที่มีความปลอดภัยด้านการเดินทางด้านรถยนต์สูงสุดคือ สวีเดน อันดับท้ายสุดคือ เกาหลี มีอันตรายมากถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับสวีเดน
สวีเดนเป็นประเทศที่ส่งเสริม ให้เห็นความสำคัญด้านความปลอดภัย เป็นวัฒนธรรมของประเทศมาตั้งแต่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
บริษัทวอลโว่ คาร์ ได้จัดสัมมนา ในหัวข้อ “ความปลอดภัยของเด็ก” Child Safety ณ เมืองโกเธนเบอร์ก ประเทศสวีเดน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะตระหนักว่าเมื่อเดินทางไปตามท้องถนน เด็กมีโอกาสที่จะป้องกันตัวให้ รอดพ้นจากอุบัติเหตุได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากวัย และสรีระ
วอลโว่ คาร์ เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยสำหรับเด็กในรถยนต์ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 60 ยุคที่การเดินทางสู่อวกาศยังเป็นข่าวใหม่ บนจอภาพขาวดำของโทรทัศน์ คนในยุคนั้นได้เห็นนักบินอวกาศนั่งในท่าเอาหลังลงเพื่อปรับสมดุลขณะหนีแรงโน้มถ่วงขึ้นสู่ยานอวกาศกลับสู่พื้นโลก
หลักการใช้หลังเป็นตำแหน่งกระจายแรงนี้ ถูกนำมาปรับใช้กับความปลอดภัยต้นแบบสำหรับเด็กในรถยนต์โดยวอลโว่ ซึ่งได้มีการทดสอบในปี พ.ศ. 2507 และวอลโว่ก็เป็นผู้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของเด็กนับตั้ง แต่นั้นมา
ก่อให้เกิดความร่วมมือในระดับนานาชาติ เช่น การจัดทำระบบยึดตรึง ที่นั่งเด็กไอโซฟิกซ์ (ISOFIX) คือจุดที่ เชื่อมต่อระหว่างที่นั่งของเด็กกับรถยนต์หลายยี่ห้อที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถจัดวางที่นั่งของเด็กลงในรถทุก รุ่นที่มีระบบดังกล่าว
ต่อมาในปีพ.ศ. 2513 วอลโว่ได้ตั้งทีมงานวิจัยอุบัติเหตุจราจร เพื่อศึกษาการเกิดอุบัติเหตุในสวีเดนที่รถวอลโว่มีส่วนเกี่ยวข้องในความเสียหาย โดยนำประสบการณ์เหล่านี้มาคิดค้นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เช่น ระบบป้องกันการชนด้านข้าง SIPS (Side Impact System) และระบบป้องกันการบาดเจ็บที่คอและหลังจากการสะบัดของศีรษะ WHIPS (Whiplash Protection System)
เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเหล่านี้ ได้ถูกเผยแพร่กับบริษัทผลิต รถยนต์ทั่วโลก โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ ปัจจุบันทุก ๆ วันบริษัทได้ทดสอบการชนในระยะและด้านต่าง ๆ โดยมีหุ่นจำลองโดยสาร พร้อมติดตั้งกล้องความเร็ว 30 ตัวจากด้านบน ด้านข้าง ด้านล่าง ภาพที่เก็บไว้ในฟิล์มจะถูกนำมาวิเคราะห์โดยเทียบเคียงกับข้อมูลเซ็นเซอร์ในรถยนต์ หุ่นคนที่อยู่ในรถติดตั้งอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ไว้เพื่ออ่านค่าการตอบสนองของร่างกายต่ออุบัติเหตุต่าง ๆ กัน ซึ่งในแต่ละปีมีรถ 450 คันถูกจัดทดสอบการชน
เด็กทุกคนเมื่ออยู่ในรถจะต้อง อยู่ในที่นั่งที่ยึดอย่างเหมาะสม และ ควรเดินทางโดยหันหน้าไปทางหลังรถ อย่างน้อยจนกว่าจะอายุ 3-4 ขวบ จากนั้นควรนั่งกับที่ยึดพิเศษจนกว่าจะอายุ 10-12 ขวบ
เหตุผลที่เด็กเล็กควรนั่งหันหน้าไปทางหลังรถ เพราะศีรษะของทารกมีน้ำหนักถึงครึ่งของน้ำหนักร่างกาย ต่างจากศีรษะของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เมื่อผนวก ศีรษะที่ใหญ่กว่าปกติเข้ากับคอ กล้ามเนื้อ และอื่น ๆ ที่บริเวณลำคอที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้คอของเด็กเป็นจุดเปราะบาง
ที่นั่งเด็กแบบหันหน้าไปทางหลังรถถูกออกแบบเพื่อรองรับคอและช่วยกระจายแรงกระแทกออกไปสู่ร่างกาย เมื่อเกิดการชนด้านหน้าขึ้น ร่างกายที่หันหลังอยู่ทุกส่วนจะเป็นการรับแรงกระแทก ช่วยลดการกระดอนต่างจังหวะของลำตัวและศีรษะให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้การชนด้านหน้าเป็นสถานการณ์ที่เกิดบ่อยครั้งที่สุด และมักก่อให้เกิดความรุนแรงมากที่สุด
เมื่อเด็กนั่งหันหลัง ให้ติดกระจกเงาไว้ในจุดที่เด็กจะมองเห็นคุณได้ ช่วยทำให้เด็กอุ่นใจ สำหรับเด็กเล็ก ๆ นั้น การนั่งที่ไหนก็มีความสุขเท่ากัน
ส่วนกรณีเด็กโต ที่โตเกินกว่าเก้า.้แบบนั่งหันหน้าไปทางหลังรถแต่ยังสูงไม่ถึง 140 เซนติเมตร และอายุยังไม่ถึง 10 ขวบ กลุ่มนี้ควรใช้ที่รองนั่งสำหรับเด็ก ที่รองนั่งจะช่วยให้เด็กนั่งตัวสูงขึ้น ทำให้สายเข็มขัดนิรภัยพาดผ่านร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะรับแรงจากการชนได้
สายเข็มขัดที่พาดผ่านหน้าตักควรอยู่แนบกระดูกเชิงกราน ใกล้ไปทางต้นขาให้มากที่สุด และให้ห่างจากท้องน้อยที่ยังไม่แข็งแรงให้มากที่สุด เส้นที่พาดผ่านลำตัวควรแนบกับหน้าอกและตึงอยู่เสมอ หากสายเข็มขัดไปแตะที่คอบ้างก็ไม่เป็นไร ห้ามให้สายที่พาดผ่านลำตัวไพล่ไปอยู่ใต้แขนหรืออยู่ที่หลัง
มีข้อแนะนำว่าเก้า.้เด็กที่มี ขายทั่วไปไม่ได้เหมาะกับรถทุกรุ่น ให้คนขายสอนวิธีติดตั้งให้ก่อนซื้อ ทั้งนี้ในบางประเทศอาจไม่มีเก้า.้นั่งหันหน้าไปทางด้านหลังจำหน่าย แต่ขณะนี้หลายประเทศเริ่มเห็นความสำคัญแล้ว
ข้อควรจำ ห้ามใช้เก้า.้เด็กแบบหันหลังกับเก้า.้ที่เปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยไว้ ถอดเสื้อผ้าหนาออกจากตัวเด็ก เพื่อให้เข็มขัดพาดแนบกับตัวเด็กมากที่สุด หากไม่ใช้เก้า.้เด็กควรถอดเก็บอย่านำวางไว้ในรถโดยไม่ได้ล็อก
คุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ เป็นความเสี่ยง.กแบบของการเดินทางสำหรับเด็ก วอลโว่ คาร์ ลงทุนสร้างหุ่นจำลองคนท้องขึ้นมาซึ่งภายในจำลอง มดลูก รก น้ำคร่ำ และตัวอ่อนอายุ 36 สัปดาห์ ถือเป็นหุ่นตัวแรกของโลก เพื่อดูว่าคุณแม่เคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อเกิดการชน รวมถึงการเคลื่อนตัวของมดลูก โดยหุ่นทดสอบการชนใช้เพื่อดูอันตรายที่เกิดขึ้นจากการชนด้านหน้า
พบว่าเมื่อมีการชนด้านหน้า รกฉีกขาด ทำให้ทารกไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารทำให้เสียชีวิตทันที มดลูกแตก การตกเลือดและการบาดเจ็บโดยตรงของตัวอ่อน
ดังนั้นการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกวิธีเมื่อตั้งครรภ์ ให้เริ่มจากการปรับเก้า.้ เพื่อให้เท้าเหยียบถึงคันเร่งและเบรกได้สะดวก ทิ้งช่องว่างระหว่างพวงมาลัยและครรภ์ให้มากที่สุด
ดึงสายเข็มขัดหน้าตักให้มาอยู่ที่โคนขา เสียบเข้าที่ล็อก ดึงให้ตึง ดูให้แน่ใจว่าสายเข็มขัดไม่ได้เลื่อนมาอยู่บนครรภ์ แต่วางแนบอยู่ใต้ท้องน้อยลงไป
เข็มขัดที่อยู่บนลำตัว จัดให้อยู่ระหว่างหน้าอกทั้งสองข้าง และพาดลง ไปด้านข้างตรงข้างของท้อง ดึงให้ตึง อย่าปล่อยให้สายเข็มขัดนี้มาอยู่ใต้แขนหรือที่หลัง เพราะจะทำให้ทั้งคุณแม่และทารกบาดเจ็บได้
“ความเร็ว” .กระดับของการช่วยรักษาชีวิตของเด็กรวมถึงผู้ ใหญ่ ความเร็วสัมพันธ์กับความปลอดภัย เรานึกไม่ออกว่าความเร็วแค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โอกาสชนคนเดินถนนมีถึง 1 ใน 10 ถ้าขับความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โอกาสชนคนเดินถนนมีถึง 8 ใน 10
ในประเทศตะวัน ตกจะขับรถชิดขวา จำกัดเรื่องของความเร็วนั้นเพราะเปิดโอกาสให้ทั้งคนเดินถนน จักรยานและรถยนต์สามารถใช้ถนนร่วมกันได้
มีตัวอย่างของประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 120 ปีที่แล้ว รัฐบาลยังไม่จำกัดความเร็ว ขณะนั้นทุกแห่งหนเต็มไปด้วยควัน เมืองมีแต่สีเทา แต่เมื่อ มีการปรับเปลี่ยนสร้างถนนวงแหวนกระจายรถ สภาพแวดล้อมของเมืองดีขึ้น
แม้แต่ประเทศสวีเดนเอง จากเดิมที่ขับรถชิดซ้าย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนกฎจราจรใหม่ มาขับรถชิดขวา จากความไม่เคยชินทำให้ผู้คนระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น ขับรถช้าลง ซึ่งอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดในชุมชนไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จะเห็นว่าเด็กเมื่อโดยสารรถยนต์ แล้วเข็มขัดนิรภัยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นเกราะป้องกันชีวิตได้เท่ากับผู้ใหญ่.
พรประไพ เสือเขียว
***** บทความดีดี เลยเอามาให้เพื่อน ๆ อ่าน จะได้ทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ Car Seat และถ้าใครยังไม่มีสนใจสินค้าราคาพิเศษ แวะชมที่ร้านได้นะคะ เป็นทางเลือกให้กับคุณพ่อคุณแม่จ้า
ที่ร้านเรามีให้เลือกหลายตัว /หลายแบบ / หลายราคา สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้นะจ๊ะ
http:www.didinishop.com
Amy 0-8525-1-8525 |
|
| ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : พาเด็กขึ้นรถ...แค่เข็มขัดนิรภัยไม่พอ |
|
ผู้ลงบทความ :
Amy 0-8525-1-8525
|